Skip to main content

วารสาร

เมืองไขมันกับเด็กอวบอ้วน

2422 ครั้ง
Fat city, fat kids
ข้อมูลผู้เขียน
ผู้เขียน: 
ซาง เกียน (Zhang Qian)

รายละเอียด

พ่อแม่ ปู่ย่าตายายในยุคดอทคอมต้องบอกพวกเด็ก ๆ ว่า “ไม่” คุณซาง เกียนให้น้ำหนักอย่างชัดเจน เมื่ออาม่าหลี่ ซูเหม่ย (Li Sumei) นำซุปออกมาจากก้นครัว หล่อนประหลาดใจเมื่อเห็นหลานชายอายุ 11 ขวบที่พึ่งทานอาหารเย็นมื้อใหญ่หมด กำลัง สวาปามขาไก่ ลูกชิ้นอีกหลายลูกและข้าวอีกหนึ่งชาม แล้วตอนนี้เจ้าหลานชายก็กำลังรอทานซุปอย่างใจจดใจจ่อ

ปัจจุบันเด็กชายคนนี้สูง 1.42 เมตร และมีน้ำหนักตัว 48 กิโลกรัม เกณฑ์ดัชนีมวลกายหรือบีเอ็มไอ (Body mass index, BMI) ของเด็กคนนี้อยู่ที่ 24 ถือว่าเป็นโรคอ้วน ซึ่งค่า BMI ที่ 22 นั้นก็บอกว่าน้ำหนักเกินอยู่แล้ว

อาม่าหลี่เองก็รู้ แต่อาม่าเป็นคนชอบตามใจหลานและก็ไม่สามารถปฏิเสธคำขอของเจ้าหลานชายได้ เจ้าหลานตัวดีเองก็รู้ แต่เมื่อเขานั่งลงทานอาหาร เขาก็ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ขยายความก็คือ สมองเด็กยังไม่พัฒนาเต็มที่และก็มีการควบคุมประสาทที่ยังไม่ดีพอ

มีคำกล่าวในภาษาจีนว่า เด็กที่มีใบหน้ากลมกว้างเหมือนเสือ เป็นดั่งเด็กที่สุขภาพดี แข็งแกร่งและชาญฉลาด แต่มันไม่ได้หมายความว่าอ้วน ปรากฎในคำพูดที่ว่า “หัวดังเสือ ก็มีมันสมองเช่นเจ้าขาล” ("Tiger head, tiger brain ("hu tou hu nao")

เด็ก ๆ ที่แข็งแรงจ้ำม่ำไม่ใช่เป็นปัญหา ไขมันต่างหากที่เป็นสภาพเงื่อนไขที่ร้ายแรงมากกว่า ทั้งในเด็กที่มีน้ำหนักเกินและที่เป็นโรคอ้วน

การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของจีน และการมีรายได้ที่สูงขึ้น ความนิยมในอาหารแดกด่วน ไลฟ์สไตล์ที่มีแนวโน้มที่จะนั่งอยู่กับที่ได้ส่งผลลัพธ์ในเรื่องการมีน้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็วในประชากรทั้งหมดในช่วงเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา และนี่ก็รวมไปถึงโรคอ้วนและปัญหาทางสุขภาพด้วย

ตามข้อมูลในรายงานโภชนาการและสุขภาพของชาวจีนปี 2002 (National Chinese Resident Nutrition and Health Report 2002) บอกว่าอัตราโรคอ้วนในกล่มผู้ใหญ่ชาวจีนได้เพิ่มจากร้อยละ 6 ไปสู่ร้อยละ 22.8 ในช่วงเวลา 10 ปี คือ จากปี 1982 ถึง 2002 อัตรานี้เพิ่มขึ้นในเด็กด้วยและมันค่อนข้างจะเห็นได้ชัดเจน

จำนวนเด็กอ้วนและน้ำหนักเกินในจีนได้แตะที่ 12 ล้านคนแล้ว คิดเป็น 1 ใน 3 ของเด็กอ้วนทั้งโลก ตามรายงานของสุขภาพโภชนาการเด็กของจีน (Child Nutrition and Health Report) ซึ่งมันมีฐานมาจากการศึกษาที่จัดทำโดย สมาคมเพื่อโภชนาการในเด็กนักเรียนและการสร้างเสริมสุขภาพของจีน (Chinese Association for Student Nutrition and Health Promotion)

รายงานยังบอกด้วยว่าอัตราโรคอ้วนและน้ำหนักเกินในเด็กอายุ 7 ถึง 17 ปี ได้เพิ่มขึ้นสามเท่าไปสู่ร้อยละ 8. 1 ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และมันก็ได้รับการคาดว่าจะสูงขึ้นไปอีกอย่างรวดเร็ว

คุณหม่า กวนเชง ซึ่งเป็นรองประธานสมาคมเพื่อโภชนาการในเด็กนักเรียนและการสร้างเสริมสุขภาพของจีน (Ma Guansheng, vice president of Chinese Association for Student Nutrition and Health Promotion) กล่าวว่า “หากปราศจากการเข้าแทรกแซงที่เหมาะสมและทันเวลา อัตราโรคอ้วนสำหรับเด็กในประเทศจีนอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเข้าเทียบเคียงกับอัตราในประเทศทางยุโรปและอเมริกา”

สถานการณ์ในเมืองใหญ่ ๆ เลวร้ายกว่าที่อื่น เช่นในเซี่ยงไฮ้ ตามที่ ดร. ตาง กิงยา ผู้อำนวยการศูนย์โภชนาการทางการแพทย์แห่งโรงพยาบาลซินหัวบอก (Dr. Tang Qingya, director of the Clinical Nutrition Center of Xinhua Hospital)

อัตราของโรคอ้วน (น้ำหนักเกินเอามาก ๆ ไม่ใช่แค่หนักธรรมดา) ในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่อายุอานามเกือบจะ 18 ปี เข้าสู่จุดร้อยละ 16. 1 ในปี 2007 สถิติที่เป็นปัจจุบันกว่านี้นานยังไม่มี แต่อัตราเท่าที่มีอยู่ได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หากเด็กที่มีน้ำหนักเกินถูกนับจำนวนจริง ๆ อัตราที่ได้ก็จะพบว่ามันสูงสุดขีด ดร. ฮง ลี่ หัวหน้าฝ่ายโภชนการทางการแพทย์ แห่งศูนย์การแพทย์ของเด็กประจำเซี่ยงไฮ้ (Dr Hong Li, chief of the Clinical Nutrition Department of Shanghai Children's Medical Center) บอกว่า ดัชนีมวลกายหรือบีเอ็มไอ ถูกใช้เพื่อประเมินน้ำหนักตัวของผู้ใหญ่ว่ามีสุขภาพดีไหม สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับเด็ก ๆ แม้ว่ามาตรฐานนั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุและเพศ

ค่าดัชนีมวลกายคือ น้ำหนักตัวที่ถูกหารโดยผลคูณของความสูงของคน ๆ นั้น แม้ว่ามันไม่ได้วัดค่าไขมันโดยเฉพาะเจาะจง มันก็เป็นตัวชี้วัดของปัญหาน้ำหนักที่ดีอันหนึ่ง

สำหรับผู้ใหญ่ ค่าบีเอ็มไอที่ 24 คือสัญญาณเตือน สำหรับเด็ก ๆ ตัวเลขอยู่ในข่าย 17 ถึง 22 ขึ้นอยู่กับอายุและเพศ หากเด็กที่มีค่าบีเอ็มไอเกินกว่า 22 ก็ถือว่าน้ำหนักเกินแน่นอน

แน่นอนว่า การเป็นคนอ้วนไม่ใช่มีแต่เพียงปัญหาเรื่องภาพที่เห็นได้จากภายนอก แต่มันยังส่งภัยคุกคามไปยังสุขภาพด้วย ความเจ็บป่วยเรื้อรังต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ต่างก็เป็นอาการที่พบได้ในเด็กอ้วน ๆ ทุกวันนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ไขมันที่เพิ่มพูนสะสม เส้นเลือดที่อุดตันไปด้วยโคเลสเตอรอลที่ไปเพิ่มความเครียดให้กับอวัยวะต่าง ๆ การมีไขมันมากเกินไปสามารถสร้างความเสียหายให้กับระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกันและระบบขับถ่ายภายในร่างกายด้วย

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าความเสี่ยงของการมีความดันโลหิตสูงในเด็กอ้วนและเด็กที่มีน้ำหนักเกิน อยู่ที่ 3 ถึง 4 เท่าคือสูงกว่าเด็กที่มีน้ำหนักเฉลี่ยปกติ การเกิดของปัญหาทางระบบย่อยอาหารก็มีอยู่ถึงร้อยละ 15 ในเด็กอ้วน เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่มีน้ำหนักเฉลี่ยทั่วไปซึ่งมีอยู่ที่ร้อยละ 4 และอัตราที่เต็มไปด้วยไขมันของตับในกลุ่มเด็กอ้วนนั่นมีสูงถึง ร้อยละ 80 เลยทีเดียว

การเป็นคนอ้วนยังมีผลทางอารมณ์และทางสังคมตามมาด้วย

ดร. ตาง บอกว่า “เด็กอ้วนบางคนขาดความมั่นใจในตนเอง และไม่เข้าสังคม เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วเท่ากับคนอื่น ๆ”

บ่อยครั้งเด็กอ้วนถูกล้อและรังเกียจโดยเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งมันเพิ่มความโดดเดี่ยวของพวกเขาเข้าไปอีก

การทานอาหารที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมเป็นสาเหตุหลัก พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนหาอาหารถวายให้ลูกหัวแก้วหัวแหวนอะไรก็ตามที่เด็กต้องการจะทาน และเด็กส่วนใหญ่ก็ยังพัฒนาการควบคุมตนเองในเรื่องการทานได้ไม่ดีนัก

ของกินจุกจิกขนมกรุ๊บกรอบที่มีอยู่แพร่หลายทำให้ปัญหาเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

การขาดซึ่งความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและโภชนาการก็ก่อให้เกิดปัญหามากขึ้นไปอีก

กรณีของอาม่าหลี่ ซูเหม่ยและหลานชายเป็นตัวอย่างเฉพาะเลย

อาม่าหลี่ กล่าวว่า “ฉันทราบดีว่าหลานชายอ้วน และเจ้าตัวเองก็รู้ว่าจำเป็นต้องลดน้ำหนัก เมื่อใดก็ตามที่เขาเริ่มทาน เขาลืมเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก และฉันเองก็เข้มงวดไม่ลงและเอาอาหารไปให้พ้นก็ไม่ได้”

การขาดการออกกำลังกายทำให้ปัญหาเลวร้ายมากยิ่งขึ้น การใช้คอมพิวเตอร์และชมโทรทัศน์ได้เข้ามาแทนที่การออกกำลายสำหรับเด็กวัยรุ่นทั้งหลายและในผู้ใหญ่ด้วย การใช้รถแท็กซี่และลิฟต์ก็เข้ามาแทนที่การเดินและการใช้บันไดด้วย

รายงานโภชนาการและสุขภาพของเด็กประจำปี 2009 (2009 child health and nutrition report) บอกว่าร้อยละ 64 ของเด็กนักเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาไม่ออกกำลังกายอย่างเพียงพอเพื่อที่จะเผาผลาญแคลอรี่

ดร. ตาง กล่าวต่อว่า “อาหารส่วนมากที่เราทานถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานเพื่อช่วยสนับสนุนกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เมื่อเราบริโภคแคลอรี่มากเกินกว่าที่เราควรทาน ไขมัันก็จะสะสมพอกพูน เด็กอ้วนกินมากเกินไปและไม่ยอมเผาพลาญพลังงานที่สะสมอยู่”

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็ก ๆ ที่มีพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีน้ำหนักเกินอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะอ้วนมากกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีน้ำหนักปกติ เพราะว่าพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้นเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี โดยอัตราเสี่ยงก็คือ ร้อยละ 80 ของเด็กที่มีพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีน้ำหนักเกิน ร้อยละ 40 สำหรับเด็กที่มีพ่อหรือแม่ (คนใดคนหนึ่ง) ที่อ้วน และเพียงร้อยละ 10 สำหรับเด็กที่มาจากรอบครัวที่มีน้ำหนักปกติทั่ว ๆ ไป

ปัจจัยทางกรรมพันธุ์อาจเข้ามามีส่วนด้วย แต่ปัญหาที่ใหญ่ก็คือ เรื่องการทานมากเกินไปและไลฟ์สไตล์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ พ่อแม่ผู้ปกครองควรประพฤติตนเป็นตัวอย่างในเรื่องการทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและการออกกำลังกายเป็นประจำ

การทานอาหารที่มีโภชนาการตรงเวลาคือหลักการแรกของการทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เด็ก ๆ ที่ไม่ทานอาหารมื้อเช้าบ่อยครั้งจะทานอาหารมื้อกลางวันมากเกินขนาด การทานอาหารมื้อค่ำดึก ๆ ชุดใหญ่หมายความว่าไขมันก็จะสะสมและก็มีการเผาผลาญแคลอรี่ในช่วงเวลานอนเพียงน้อยนิด เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงสำหรับผู้ใหญ่ด้วย

สำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพควรจะทำให้สมดุล รวมถึงเรื่องของคาร์โบไฮเดรต (ซึ่งจะถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลเพื่อให้พลังงาน)โปรตีน ไขมันและใยอาหาร อาหารควรจะเพียบพร้อมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ คาร์โบไฮเดรตเองควรจะมีปริมาณอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 30 ในแต่ละมื้อ

เด็กอ้วนควรจะทานไขมัน ขนมหวาน โปรตีนที่ได้จากสัตว์ (โคเลสเตอรอล) แต่น้อย และควรทานผักและผลไม้ให้เยอะๆ

ปลา ไข่ กุ้ง และถั่วเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ส่วนเนื้อสัตว์และเนื้อไก่ควรจะเป็นเนื้อไม่มีมัน

การนึ่ง การต้ม และการเคี่ยวดีกว่าการทอดในน้ำมัน การใช้น้ำมันงาสักหน่อยก็ดีสำหรับรสชาติเพราะว่ามันเพิ่มแคลอรี่ไม่มากนัก

เด็ก ๆ และทุก ๆ คนด้วยควรทานอาหารช้า ๆ เพื่อว่าจะได้ไม่ทานมากเกินไป มันใช้เวลาสักขณะหนึ่งสำหรับสมองที่จะส่งสัญญาณว่า “ฉันอิ่มแล้วนะ” ดังนั้นมันง่ายที่จะทานอาหารมากเกินไปก่อนที่จะรู้สึกพอแล้ว

การเคี้ยวอาหาร 10 ครั้งก่อนกลืนอาหารลงท้องสามารถช่วยให้เด็ก ๆ อร่อยกับรสชาติอาหารมากกว่า และก็ช่วยให้พวกเด็กทานน้อยลง

โปรตีนและอาหารที่มีใย เช่นผักและผลไม้ทำให้คนทานรู้สึกอิ่ม อย่าให้เด็กทานขนม กรุ๊บกรอบหรือซ่อนมันไว้ ควรจะให้ขนมที่ดีต่อสุขภาพและก็ผลไม้แทน

การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญ เด็ก ๆ ควรจะออกกำลังกายเป็นเวลา 30-60 นาทีต่อวัน การออกกำลังกายกับพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถช่วยให้เด็ก ๆ มีกำลังใจที่จะออกกำลังกายต่อไป

ดร. ฮองกล่าวว่า “การลดน้ำหนักเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ และเด็กหลายคนก็ยอมแพ้กลางคัน”

“มันดีกว่าที่จะตั้งเป้าหมายระยะสั้น เป้าหมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จได้สำหรับเด็ก เป็นการล่วงหน้า เช่นว่า ลดน้ำหนักให้ได้ 1-2 กิโลกรัมในแต่ละเดือน และก็วางแผนออกกำลังกายและการทานอาหารที่มีรายละเอียดปลีกย่อยล้อไปตามนั้นด้วย”

การให้รางวัลและคำชม (ไม่ใช่อาหาร) เป็นเรื่องสำคัญเมื่อเด็กถึงเป้าหมายการลดน้ำหนักในแต่ละหลักชัย

“สิ่งนี้สามารถธำรงรักษาแรงผลักดันและเป็นการให้กำลังใจพวกเด็ก ๆ ที่จะสู้ต่อไป”

ดัชนีมวลกาย (บีเอ็มไอ)

ดัชนีมวลกายหรือบีเอ็มไอ เป็นการวัดทางสถิติที่เปรียบเทียบน้ำหนักและส่วนสูงของคน ๆ หนึ่ง มันคำนวณจากน้ำหนักที่หารกับผลคูณของส่วนสูง

แม้ว่าจริง ๆ แล้วมันจะไม่ได้คำนวณค่าร้อยละของไขมันในร่างกาย มันก็ถูกใช้ในการประมาณน้ำหนักร่างกายที่ดีต่อสุขภาพ เพราะค่าบีเอ็มไอนั้นง่ายต่อการคำนวณ มันก็เลยเป็นเครื่องมือวินิจฉัยที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่อชี้ปัญหาต่าง ๆ ของน้ำหนักตัว รวมไปถึงน้ำหนักที่ต่ำกว่าเกณฑ์ น้ำหนักเกินและโรคอ้วนด้วย

สูตรคำนวณถูกใช้ไปทั่วโลกในทางการแพทย์ โดยหนึ่งหน่วยของการวัดก็คือ กิโลกรัม/ตารางเมตร

ผู้ใหญ่ที่มีค่าบีเอ็มไอมากกว่า 24 อยู่ในข่ายน้ำหนักเกิน หากมากเกินกว่า 28 ก็ถือว่าเป็นโรคอ้วน

อาหารว่าง

การทานของกินเล่นคือวิถีชีวิตอันหนึ่งของชาวเอเชียและอันที่จริงมันก็สามารถเพิ่มน้ำหนักตัวเราด้วย

รายงานเรื่อง “แนวทางการทานขนมกินเล่นสำหรับเด็กและวัยรุ่นชาวจีน” (The Guidelines on Snacks for Chinese Children and Adolescents) ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักงานสุขภาพ (Health Bureau) ในปี 2007 ได้แบ่งประเภทของอาหารออกเป็นสามประเภท นั่นคือ หนึ่ง ประเภทที่ทานได้บ่อยครั้ง สอง ประเภทที่ทานได้แต่ต้องระมัดระวัง และ สามก็คือประเภทที่ ทานได้แต่ต้องนาน ๆ ครั้ง

การแบ่งครั้งนี้ไม่ได้ใช้กับแค่เรื่องของขนมแต่กับอาหารทุกอย่างด้วย

ไฟเขียว

อาหารที่สามารถทานได้บ่อย ๆ ก็คือ อาหารที่มีไขมันต่ำ เกลือต่ำและน้ำตาลต่ำ

อาหารประเภทนี้ก็ได้แก่โยเกิร์ตไขมันต่ำ ข้าวโอ้ตไม่ใส่น้ำตาล เนื้อสัตว์ไร้มัน กุ้ง ปลา ไข่ (ไข่แดงไม่มากจนเกินไป) ถั่ว (แต่อย่าทานเป็นอาหารจานหลัก) ผลไม้สด และผัก ข้าวโพดนึ่ง น้ำเต้าหู้จืด เต้าหู้แข็งรสจืด มันฝรั่งหรือมันเทศนึ่งหรือต้ม น้ำผลไม้สด

ไฟเหลือง

อาหารที่ควรทานด้วยความระมัดระวังคืออาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง

อาหารประเภทนี้สามารถทานได้ในปริมาณน้อย สักสองสามครั้งต่อสัปดาห์ อาหารในจำพวกนี้ก็ได้แก่ ช็อกโกเลต ชีส และขนมกินเล่นเคลือบน้ำตาล

นอกจากนี้ยังมี หมูเค็ม เนื้อแดดเดียว ขนมไหว้พระจันทร์ เค้กและขนมอบ ขนมหวานหรือนมถั่วเหลืองรสเค็ม ผลไม้ตากแห้งที่โรยน้ำตาลหรือเกลือ ชีส และน้ำผลไม้ที่ใส่สารทำให้หวานเช่นน้ำตาล

ไฟแดง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับใครก็ตามที่พยายามจะลดน้ำหนัก ก็คืออาหารที่มีน้าตาลและไขมันสูง อาหารประเภทนี้ไม่ควรทานมากเกินหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์

อาหารพวกนี้ก็ได้แก่ ขนมหวาน อาหารทอดกรอบ ผลไม้กระป๋องและนมข้นหวาน แฮมเบอร์เกอร์ ขนมปังใส่ไส้กรอก มันฝรั่งทอด ก๋วยเตี๋ยวสำเร็จรูป เต้าหู้ทอดหรือเต้าหู้ใส่กลิ่น มันฝรั่งกรอบ น้ำอัดลมและไอศกรีม

และแน่นอน อาหารขยะจานด่วนและเครื่องดื่มหวาน ๆ ควรจะหลีกเลี่ยงอย่างสิ้นเชิง

น้ำและน้ำผลไม้คั้นสดๆ ดีที่สุดสำหรับเด็ก ๆ และทุก ๆ คน

เด็กทุกคนควรดื่มน้ำเปล่า 1, 000-1,500 มิลลิลิตรในแต่ละวัน และก็ดื่มให้มากขึ้นในช่วงฤดูร้อนและหลังการออกำลังกายอย่างหนัก แม้ว่าน้ำผลไม้จะมีโภชนาการ แต่มันก็ไม่สามารถแทนที่น้ำเปล่าได้ น้ำผลไม้มากเกินไปลดความอยากทานอาหารอื่น ๆ ของเด็ก และก็ก่อปัญหาอื่น ๆ ตามมา

แหล่งที่มา - Fat city, fat kids

AttachmentSize
fat-city-fat-kids.doc113.5 KB

สื่อที่เกี่ยวข้อง

article
article
article