Skip to main content

วารสาร

คุณอาจสุขภาพดีกว่าที่ตัวคุณเองคิด

1739 ครั้ง
ข้อมูลผู้เขียน
ผู้เขียน: 
คุณร็อบ ชาร์ป (Mr.Rob Sharp)

 

การเติบโตของยาแผนใหม่ได้ทำให้เกิดแท่นบูชาที่อยู่ใกล้มือ อันเป็นที่ที่ผู้วิตกกังวลของโลกอาจยอมคุกเข่าต่อหน้า  ขยายความก็คือมันเป็นเรื่องราวน่าหวาดกลัวทางสุขภาพบนหน้าหนังสือพิมพ์

มันอาจไม่เป็นดั่งการสวมเสื้อขนสัตว์ แต่แน่ล่ะหากว่าเราหงุดหงิดหัวเสียกับเจ้าโทรศัพท์มือถือ/เอ็กซเรย์/อ๊อกซิเจน ที่สามารถก่อมะเร็งให้เรา ก็ไปตรวจร่างกายเสียทุกแบบ และกลืนยาที่ถูกกับโรคเพื่อรักษาตนให้หาย เมื่อทำทุกอย่างดังว่าแล้วเทพผู้คุ้มครองของเราก็จะตกรางวัลสำหรับความระวังระไวให้กับชีวิตอันยาวนานและอุดมหรือเปล่าล่ะ?

คำตอบคือ หาเป็นเช่นนั้นไม่ ซึ่งกล่าวโดย ดร. ซูซาน เอ็ม เลิฝ และคุณอลิซ โดมาร์   (Dr. Susan M. Love and Alice Domar) สองผู้ประพันธ์หนังสือ ‘ใช้ชีวิตไม่ต้องเคร่งนัก แหกกฎบ้างไม่ทำอันตรายแก่สุขภาพของคุณหรอก นับเป็นหนังสือแนะหนทางใหม่ไปสู่การใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ

ในหนังสือเล่มนี้ ทั้งคู่ให้เหตุผลว่าพวกเราหลาย ๆ คนกำลังใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าที่พวกเราตระหนัก

“เราเขียนหนังสือเล่มนี้ก็เพราะว่าสื่อกำลังบอกกับพวกเราว่าอะไรที่ดีต่อสุขภาพและอะไรที่ไม่ดีตลอดเวลาเลย” กล่าวโดย คุณ ดร. ซูซาน ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ศัลยกรรมแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ลอสแองเจลิส (Universityof California, Los Angeles)

 

“ผู้คนเอาจริงเอาจังกับมันมาก คุณต้องเข้านอนให้ได้แปดชั่วโมงต่อคืน ต้องไม่มีความเครียด ดื่มน้ำแปดแก้วต่อวัน ออกกำลังทุกบ่อย อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันทำให้คุณเป็นบ้าเป็นหลัง เราเพียงแค่อยากตั้งคำถามว่าอะไรอยู่เบื้องหลังกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ใครกำลังสร้างกฎเหล่านี้ขึ้นมา เราต้องการหาคำตอบว่าเรื่องเล่าขานเหล่านี้มีหลักฐานพิสูจน์หรือไม่ และส่วนใหญ่พวกมันไม่มีหลักฐานอะไรเลย”

 

คุณปีเตอร์ บุล (Peter Bull)นักอ่านบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคมแห่งมหาวิทยาลัยยอร์ค (University of York)เชื่อว่าความกังวลที่มีอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับสุขภาพ เป็นสิ่งที่เห็นพ้องด้วยกันกับความชำนิชำนาญของเหล่าแพทย์ 

คุณปีเตอร์กล่าวว่า “ผู้คนคิดว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถแก้ไขให้หายขาดได้มากขึ้นในปัจจุบัน ในสมัยก่อนหลาย ๆ คนเชื่อว่า หากบางสิ่งบางอย่างแย่ ๆ เกิดขึ้น มันอาจทำให้พวกเขาเป็นชาวคริสเตียนที่ดีขึ้น ความเจ็บไข้ได้ป่วยถูกยอมรับว่าเป็นดั่งข้อเท็จจริงของชีวิต มันก็เหมือนกับความยากจนนั่นและ สังคมร่วมสมัยมองมันว่าเป็นเรื่องแก้ไขได้ หากมองในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว สังคมมองมันว่าเป็นดั่งวิถีที่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเป็น และควรจะเป็น”

เพื่อขยายความข้อกังวลข้องใจเหล่านั้น ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคือ ดร. ซูซาน และ คุณอลิซ จะมาบอกกับเราว่าจะผ่อนคลายความเครียดจากประเด็นสุขภาพหลัก ๆ บางเรื่องได้อย่างไร

การนอนหลับ

การสำรวจเมื่อปี ค.ศ. 2008 แนะว่า ร้อยละ 68 ของชาวอังกฤษ ไม่ได้นอนแปดชั่วโมงต่อคืน ขณะที่ในสหรัฐอเมริกานั้น ราวสามในสี่ของประชากร มีปัญหาในการนอนหลับ ตามข้อมูลการศึกษาในปี ค.ศ. 2002 ของกองทุนการนอนหลับแห่งชาติสหรัฐ (US National Sleep Foundation)

กองทุน ฯ อ้างว่า สามในสี่มีอาการง่วงหงาวหาวนอนในช่วงวันที่กิจกรรมปกติของพวกเขาถูกรบกวน แต่เราควรจะเป็นกังวลหรือเปล่าล่ะ?

สองผู้เชี่ยวชาญคิดว่า โพลล์เช่นนั้นสื่อสารให้รับรู้ไปในทางที่ผิด

“มันดูราวกับว่าคุณจำเป็นที่จะต้องได้นอนหลับอย่างน้อยหกชั่วโมง หากได้สักเจ็ดชั่วโมงก็ถือว่าอยู่ในอุดมคติเลย” กล่าวโดย ดร. ซูซาน

“แต่ถ้าหากคุณได้นอนน้อยกว่าที่ว่าไว้มากในช่วงเวลาสองวัน สิ่งแย่ ๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้น คุณสามารถทดแทนมันได้ ทั้งหมดทั้งสิ้นมันเกี่ยวกับรูปแบบโดยทั่ว ๆ ไปในช่วงชีวิตของคุณ ไม่ใช่อะไรที่คุณทำมันวันต่อวัน”

งานวิจัยที่ศึกษาในปีค.ศ. 2006โดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอร์ริค ในเมือง        โคเวนทรี้ ประเทศอังกฤษ (Warwick Medical School in Coventry, England) พบว่า การอดนอนหรือการนอนหลับไม่พอ (sleep deprivation) มีความเกี่ยวโยงกับ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเกือบ ๆ สองเท่าของการมีภาวะโรคอ้วนสำหรับเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ แต่คุณ อลิซ บอกเพิ่มเติมว่า เรายังคงต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมอีกเยอะต่อประเด็นนี้

 “ยังไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการอดนอนและโรคอ้วน และโรคหัวใจ” หล่อนกล่าวเสริม

“ผู้คนที่มีสุขภาพไม่ดี มีแนวโน้มที่จะนอนมาก แต่เราไม่ทราบว่าเพราะโรคหรือเปล่าที่ทำให้นอนหรือกลับกัน หากคุณดูที่ข้อมูลผู้คนที่นอนเป็นเวลาเจ็ดชั่วโมงต่อคืนทั้งชีวิตของพวกเขา มีแนวโน้มที่จะมีชีวิตยาวนานที่สุด   แต่ถ้าหากคุณนอนเจ็ดชั่วโมงต่อคืนและคุณก็ยังมีความรู้สึกว่าเหนื่อยอยู่ดี คุณก็ควรนอนให้มากกว่าเดิม มันไม่มีกฎตายตัวชัดเจนหรอก”

ความเครียด

เราจัดการกับความกังวล เฉกเช่นเราจะเดินเขย่งปลายเท้าไปบนเชือกที่ขึงตึง หากเดินไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป คุณก็มีแนวโน้มเอียงไปสู่การหมดเรี่ยวแรง หากโอนเอียงไปในทิศทางตรงกันข้าม คุณก็จะเจอกับอาการหัวใจวาย  มันถูกเผยแพร่เป็นที่รับรู้กันดีว่าผู้คนที่ชอบเป็นกังวล กำลังมีชีวิตอยู่คู่กับการมีภาวะหัวใจล้มเหลว

ตามงานศึกษาที่กำลังทำอยู่ในวารสารวิทยาลัยการแพทย์อเมริกาว่าด้วยเรื่องหทัยวิทยา (ศาสตร์เกี่ยวกับหัวใจ) (Journal of the American College of Cardiology)ผู้ชายชาวอเมริกัน ในวัยกลางคนหรือคนชราเพศชายจำนวน 735 คน ผู้ซึ่งมีสุขภาพระบบไหลเวียนโลหิตดีในปีค.ศ. 1986   กลุ่มผู้ซึ่งทำคะแนนได้สูงสุดในระดับสเกลที่แตกต่างกันสี่อย่างในเรื่องความกังวล มีความเป็นไปได้ที่จะทนทุกข์เป็นโรคหัวใจวายในช่วงต่อมาของชีวิต

ดร. ซูซานกล่าวต่อว่า “การไม่เครียดเลยก็ไม่ดีเหมือนกันนะ” “หากคุณดูที่การศึกษาหลายชิ้น กลุ่มคนผู้ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจไม่เคยสูงขึ้นเลย คือกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในบนทางด่วนสู่การม้วยมรณา คุณจำเป็นต้องมีความรู้สึกเร่งรีบเพื่อกระตุ้นต่อมอะดรีนาลีน เพื่อที่ว่าเมื่อคุณมีความรู้สึกว่าเครียด คุณจะได้รู้ว่าคุณสามารถรับมือจัดการกับมันได้อย่างไร”

“ความเครียดปรับปรุงการทำงานของคุณให้ไปสู่จุดจุดหนึ่ง จุดที่เหนือกว่าวิธีที่คุณจัดการรับมือกับสิ่งต่าง ๆ อย่างรวดเร็วตกลงไป”

“คุณต้องการระดับความเครียดที่สูงและต่ำเพื่อมีชีวิตที่น่าสนใจ”

แม้ว่าจะกล่าวอย่างนั้น มันก็ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าการหลีกเลี่ยงจุดความเครียดที่อยู่สูงเป็นความคิดที่ดี

คุณปีเตอร์ กล่าวว่า “ผมคิดว่า มันสำคัญที่จะกล่าวว่า ความกังวลสามารถดัดแปลงได้”

“หากคุณเป็นกังวล คุณอาจทำบางอย่างเพื่อปรับปรุงเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตคุณ หากคุณทำไม่รู้ไม่สนใจในสิ่งต่าง ๆ ในแบบไม่รู้ไม่ชี้สุขสบายสำราญใจไปเรื่อย ๆ คุณอาจถามหาบางสิ่งที่จะเกิดขึ้นในทางลบได้”

 

การป้องกัน

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนต่างออกมาเตือนให้ระวังความสับสนระหว่าง “การป้องกัน”และ “การตรวจพบแต่เนิ่น ๆ”

สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (US National Cancer Institute) แนะนำว่า สตรีอายุเกิน 40 ปี ควรตรวจเอ็กซเรย์เต้านมทุกหนึ่งปีหรือสองปี- คำแนะนำเช่นเดียวกันก็เกิดกับสตรีชาวนิวซีแลนด์

ในสหราชอาณาจักร การตรวจคัดกรองปกติไม่เริ่มจนกระทั่งอายุปาเข้าไปที่ 50 ปี

“การตรวจเอ็กซเรย์เต้านมหรือแมมโมแกรมส์ (Mammograms)ไม่ได้ป้องกันมะเร็ง มันแค่เพียงตรวจจับในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น” กล่าวโดยอลิซ  

“ในวิถีทางเดียวกัน การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) จะไม่ปกป้องคุณจากการมีเนื้องอก (polyps)มันอาจตรวจจับได้ก่อนมันกลายเป็นมะเร็งเท่านั้น มันไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถข้ามไม่เอาการตรวจคัดกรองได้”

“ความดันโลหิตสูง,หากไม่ได้รับการรักษา,ก็ผูกโยงกับการมีหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดในสมอง” ดร. ซูซานกล่าว

“หากคุณตรวจพบเจอมันเสียก่อนแต่เนิ่น ๆ คุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างให้กับไลฟ์สไตล์ของคุณที่อาจเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่ถ้าหากคุณไปตรวจเอ็กซเรย์เต้านม นั่นก็ไม่ได้หมายความอย่างแน่แท้ว่าคุณจะไม่เป็นมะเร็งในทันทีทันใด สิ่งนี้เป็นพื้นที่สีเทาร่วม”

กล่าวสั้น ๆ ก็คือ อย่าทำอะไรเกินข้อปกติทั่วไปจากการทดสอบที่ถูกแนะนำไว้  ดังกับการเชื่อว่าการทดสอบที่มีจำนวนครั้งมาก จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งอาจเพาะเชื้อความหวังปลอม ๆ

“อย่าสับสนกับมัน ในที่สุดแล้วการให้ยารักษาจะช่วยคุณได้” กล่าวสรุปโดย อลิซ

 

โภชนาการ

การทานที่ดีต่อสุขภาพ ควรจะถูกสลักลงด้านใดด้านหนึ่งของภูเขาบางลูก นั่นหมายความว่า คุณควรทานไขมันอิ่มตัวแต่น้อย หลีกเลี่ยงการทานน้ำตาลและเกลือมากเกินไป  ธำรงรักษาดุลยภาพระหว่างพืชที่มีใยอาหาร ผักต่าง ๆ ผลไม้ โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต

แต่ควรระวังกฎต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ที่อ้างสรรพคุณมากเกินไป เช่นว่า ทานผลไม้และผักห้าส่วนต่อวัน, แคลอรี่ที่ 2000 สำหรับผู้ชายและที่ 1500 สำหรับสตรีเพศ, ละเว้นอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด

ดร. ซูซาน กล่าวว่า “จริง ๆ แล้วข้อมูลไม่มีพอที่จะสนับสนุนข้อบังคับเหล่านี้”

“ไม่มีหลักฐาน ที่บอกว่าสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดมะเร็งได้” กล่าวต่อโดยคุณอลิซ

“เรารู้ว่า หากคุณทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่มีผลไม้ และผักสูง อีกทั้งไม่มีไขมันอิ่มตัว มันก็จะดีต่อคุณ แต่ถ้าหากคุณทานเนื้อสเต็กในคืนหนึ่ง คุณก็ไม่ใช่ว่าจะม้วยมรณาในคืนนั้น กฎต่าง ๆ มันไม่ผูกติดแน่นมากอย่างคุณคิด หากคุณออกนอกลู่นอกทางบ้าง โดยพื้นฐานแล้วมันก็โอเคนะ”

ผู้แต่งทั้งสองคนกล่าวว่า การทานสามถึงสี่ส่วนของผักในหนึ่งวัน ก็ไม่ใช่ว่าแย่เลวร้ายไปจากห้าส่วนมากนัก ทั้งสองคนชี้ให้เห็นถึงการขาดหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ทางบวกของอาหารเสริมวิตามิน ซึ่งพวกเราใช้จ่ายเงินไปเป็นล้าน ๆ ในแต่ละปี เพื่อที่จะพยายามลดความเครียดความกังวลทางสุขภาพของเรา

ฉันทามติทางวิทยาศาสตร์บอกแกมบังคับว่า ส่วนใหญ่มีผลกระทบน้อยหรือไม่มีเลย นอกเหนือไปจากวิตามินดีในสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยมีแสงแดดเท่าใดนัก  สำหรับผู้ที่ทานอาหารอย่างสมดุลก็น่าจะโอเค

การออกกำลังกาย

รัฐมนตรีสุขภาพของสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์ให้คำแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรออกกำลังกายที่พอดี ๆ  30 นาทีให้ได้มากวันที่สุดในหนึ่งสัปดาห์ แต่งานที่ถูกเผยแพร่ล่าสุดใน ‘การสำรวจสุขภาพประจำปีเพื่ออังกฤษ’(Annual Health Survey for England)ตีพิมพ์เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าร้อยละ 94 ของผู้ชายและร้อยละ 96 ของผู้หญิงไม่ได้ทำสำเร็จถึงเป้านี้ สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ เป็นเรื่องน่ากังวลหรือเปล่าหล่ะ?

“คนบางคนสามารถฟิตปั๋งอย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล่ว และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องออกกำลังมากมาย” กล่าวโดย ดร. ซูซาน

“หากคุณเป็นแม่คนที่ยังสาว และคุณกำลังเข็นรถเด็กไปด้วย คุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เวลามากมายไปในโรงยิม  มันขึ้นอยู่กับอายุของคุณมากด้วย  คุณจะกระฉับกระเฉงน้อยลงเยอะเมื่อคุณแก่ตัวขึ้น แต่กิจกรรมไม่ว่าแบบใดก็จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาวะของคุณ มันสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นกับโคเลสเตอรอลในเลือดของผู้คน หากมันต่ำอย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว คุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลายาวนานมากมายไปกับการดูแลเรื่องการทานอาหารของคุณ”

อย่างไรก็ดี การออกกำลังกายกับเทรนเนอร์ประจำตัวก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด

“ขณะที่ชาวอเมริกันถูกพร่ำบอกว่าให้ออกกำลังกาย 60 นาทีต่อวัน นั่นไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานการวิจัยเชิงควบคุมแต่อย่างใดเลย” กล่าวเสริมโดยคุณอลิซ

“แต่ฉันก็คิดว่า การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างเดียวที่คุณสามารถทำได้ มันดีนะที่จะกระตือรือร้นตลอดเวลา คนหนุ่มสาวมีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพร่างกายที่ฟิตมากกว่าที่พวกเขาเองคิดว่าเป็นอยู่ สิ่งที่เรากำลังทำก็คือพยายามที่จะเอาความผิดในจิตใจออก หากคุณไม่สามารถประสบความสำเร็จตามเป้าหมายสูงเลอเลิศได้”

ที่มา: 
http://www.nzherald.co.nz/lifestyle/news/article.cfm?c_id=6&objectid=10626527&pnum=0

สื่อที่เกี่ยวข้อง

article
article
article