Skip to main content

วารสาร

ผู้ชายทนทุกข์จากโรคหวัดมากกว่าผู้หญิง

1070 ครั้ง
ข้อมูลผู้เขียน
ผู้เขียน: 
ริชาร์ด แอลลีน (Richard Alleyne)

 

ความสามารถของผู้ชายในการเปลี่ยนการสูดจมูกฟุดฟิดไปสู่การเป็นไข้หวัด และอาการปวดหัวไปสู่การเป็นไมเกรน   ได้เป็นแหล่งของความน่ารำคาญต่อบรรดาภรรยาและ แฟนสาว 

แต่การวิจัยครั้งใหม่ แนะว่า พวกผู้ชายไม่ได้เสแสร้ง อีกทั้งพวกเขายังทนทุกข์กับโรคนี้อย่างหนักมากกว่าและยาวนานกว่าด้วย 

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า มันเป็นความสมัครใจของเพศชายสำหรับไลฟ์สไตล์ที่เรียกว่า “ใช้ชีวิตให้เต็มที่,ลาโลกตั้งแต่หนุ่ม ๆ” นั่นมีความหมายในทางวิวัฒนาการว่า พวกเขาได้ล้มเหลวที่จะสั่งสมระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขา ซึ่งต่างกับทางเพศหญิง

นั่นหมายความว่าพวกผู้ชายไม่เพียงแต่จะติดโรคมากกว่า แต่พวกเขายังมีแนวโน้มที่จะทนทุกข์อย่างร้ายแรง และยาวนานมากกว่าจากโรคต่าง ๆ ด้วย

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์คิดค้นทฤษฎีโดยประยุกต์ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ กับปัจจัยหลาย ๆ ตัว ที่บ่งบอกลักษณะเพศชายและเพศหญิง

มันทำนายว่า ไลฟ์สไตล์ที่ออกไปทางโลดโผนผจญภัยของผู้ชาย หมายความว่าพวกเขาเปิดโอกาสให้กับโรค แต่ขณะเดียวกันมันก็ขัดแย้งยอกย้อนในตัวมันเองด้วยเพราะการณ์นี้กลับไปลดภูมิค้มกันในร่างกายของพวกผู้ชาย

เหตุผลก็คือว่า พวกผู้ชายลงทุนทางพลังงานมากไปกับการธำรงรักษาความสามารถที่จะสืบพันธุ์ในขณะที่พวกเขาป่วย และถือเอาทรรศนะที่ว่าพวกเขาจะได้รับเชื้อโรคใหม่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงอย่างว่า 

ดร. โอลิเวอร์ เรสทิฟ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Dr Olivier Restif, University of Cambridge) กล่าวว่า “ในหลาย ๆ กรณี ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอในการติดเชิ้อ หรือ มีความสามารถน้อยกว่าที่จะรักษาการติดเชื้อให้หายขาด”

 “กลไกที่ถูกนำเสนอ รวมเอา การเข้าแทรกแซงระหว่างฮอร์โมนเพศชายและภูมิคุ้มกัน และรวมถึงพฤติกรรมเสี่ยง”  

ผู้ชายแข่งขันกันมากกว่าผู้หญิง เพราะยุทธศาสตร์ของพวกผู้ชายคือ “ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ลาโลกตอนยังหนุ่ม” ซึ่งหมายความว่า พวกเขาอาจลงทุนน้อยในเรื่องภูมิคุ้มกัน

ดร. โอลิเวอร์ และเพื่อนร่วมงาน ดร. วิลเลียม เอมอส (Dr William Amos) ประเมิน วิวัฒนาการของระบบป้องกันในภูมิคุ้มกันของเพศชายและเพศหญิงได้รับผลกระทบโดยความแตกต่างระหว่างเพศนั้นเป็นอย่างไร

ดร. โอลิเวอร์ กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นของความอ่อนแอในเพศชาย หรือการเปิดโอกาสในการติดเชื้อ เกื้อหนุนการแพร่กระจายของตัวทำให้เกิดโรคในกลุ่มประชากรทั้งหมด ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่จะเลือกหาการต้านทานที่สูงขึ้น หรือการอดทนอดกลั้นในทั้งสองเพศ หากต้นทุนของภูมิคุ้มกันเป็นสิ่งจำเป็น”

 “แต่เหนือที่ระดับหนึ่งของการเปิดโอกาส ประโยชน์ของการหายป่วยที่รวดเร็วในเพศชายนั้นลดลง เพราะว่าการติดเชื้อใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา”

 “สิ่งนี้เลือกหาการต้านทานที่ต่ำกว่าในเพศชาย ท้ายที่สุดแล้วนำไปสู่ สถานการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับสัญชาตญาณแห่งเหตุผล ที่ผู้ชายกับความอ่อนแอที่สูงกว่าหรือการเปิดโอกาสในการติดเชื้อมากกว่าผู้หญิงวิวัฒน์ไปสู่สมรรถภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่า” (immunocompetence)

ผลการศึกษา เผยแพร่ใน โพรซีดดิงส์ออฟเดอะรอยัลโซไซอีตี้ บี: วิทยาศาสตร์ทางชีวภาพ (Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences)ซึ่งแนะว่า ไข้หวัดของผู้ชายไม่ใช่เรื่องโกหก

ตลอดทั่วทุกสปีชีส์ของสัตว์ เพศผู้มีแนวโน้มที่จะเป็น “เพศที่อ่อนแอกว่า” ในความสัมพันธ์กับระบบป้องกันทางภูมิคุ้มกัน ปกติแล้วก็เพราะว่าความแตกต่างทางฮอร์โมน

ดร. โอลิเวอร์ กล่าวว่า “ผลลัพธ์ของเราแสดงว่า ภายใต้ขอบเขตข้อจำกัดทางพันธุกรรมและทางนิเวศ เพศชายและเพศหญิง สามารถวิวัฒน์ระดับที่แตกต่างกันของระบบป้องกันทางภูมิคุ้มกัน และบางครั้งก็แปลกด้วยกับความคาดหวังทางสัญชาตญาณ” 

ดร. โอลิเวอร์ กล่าวต่อว่า การธำรงรักษา ความสามารถในการสืบพันธุ์เป็นสิ่งสำคัญต่อเพศชายมากกว่าเรื่องการหายดี สำหรับส่วนผู้หญิงแล้ว มันกลับกัน

 “ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ โมเดลทำนายไว้ว่าในภาพรวม ฝ่ายหญิงควรจะพยายามขจัดการติดเชื้ออย่างรวดเร็ว โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องของการติดเชื้อ”

 “ตรงกันข้าม ฝ่ายชายถูกเลือกเพื่อลดระบบป้องกันทางภูมิคุ้มกันของพวกเขา และคงไว้ในเรื่องการตื่นตัวทางเพศในระหว่างการติดเชื้อ หากการเปิดโอกาสต่อการติดเชื้อของพวกเขามีสูง”

 “ในอีกด้านหนึ่ง แม้ว่าเพศชายมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ที่สามารถขจัดการติดเชื้อได้ พวกเขาก็จะติดเชื้อใหม่อีกอย่างรวดเร็ว ดังนั้นประโยชน์ที่มีประสิทธิผลของภูมิคุ้มกันจึงต่ำ” 

ที่มา: 
http://www.stumbleupon.com/su/24v9be/wellness.blogs.time.com/2010/03/24/do-men-get-sicker-than-women/

สื่อที่เกี่ยวข้อง

document
document
document