Skip to main content

วารสาร

สัญญาให้เงินช่วยเหลือด้านสุขภาพของสหภาพยุโรปมีทีท่าเป็นหมัน

839 ครั้ง

 

รัฐบาลของสหภาพยุโรปต้องอุทิศเงิน ราวร้อยละ 0.1 ของรายได้เพื่อจัดให้กับการดูแลรักษาสุขภาพครอบคลุมทุกโรคในประเทศกำลังพัฒนา ตามรายงานของนักรณรงค์ผู้ซึ่งกล่าวหาผู้นำสหภาพยุโรปว่าล้มเหลวที่จะลำดับความสำคัญก่อนหลังในเรื่องเป้าหมายแห่งสหัสวรรษ หรือเอ็มดีจี (Millennium Development Goals, MDGs).

กับเส้นตายที่จะทำให้ได้ตามเป้าเอ็มดีจีในปี 2015 กำลังใกล้เข้า มีความกดดันทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ได้ตามคำสัญญาที่ให้ไว้เมื่อสิบปีที่ผ่านมา 

กรรมธิการสหภาพยุโรปสัญญาที่จะก้าวให้เร็วขึ้นในเรื่องความพยายามที่จะจัดการกับปัญหาทางสุขภาพในประเทศพัฒนาแล้ว แต่นักกิจกรรมทั้งหลายก็ไม่เชื่อ

“สหภาพยุโรป มีบันทึกที่เยี่ยมยอดในเอกสารทางนโยบาย แต่เป็นบันทึกที่แย่เอามาก ๆ เมื่อถึงเวลานำลงสู่การปฏิบัติจริง” กล่าวโดย คุณเฟรเซอร์ กู๊ดวิน ในการรณรงค์ขององค์กรเพื่อปฏิบัติการสุขภาพระดับโลก (Frazer Goodwin,Action for Global Health campaign)

 

เขาชี้ให้เห็นถึงถ้อยแถลงที่สนับสนุนด้านการเงินเพื่อเอ็มดีจีของประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายนิโกลาร์ ซาร์โกซี นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร นายกอร์ดอน บราวน์ นายกฯ แองเกลา แมร์เคิล และประธานคณะกรรมาธิการ ฯ นายโฮเซ่ มานูเอล บาร์รอสโซ แต่ สัญญาที่ให้นั้นรักษาไว้ไม่ได้

 

คุณเฟรเซอร์กล่าวว่า สหภาพยุโรปควรจะเจียดเงินร้อยละ 0.1 ของรายได้มวลรวมประชาชาติ (GNI – a measure of national income)–เป็นการเฉพาะให้กับการดูแลรักษาสุขภาพในประเทศกำลังพัฒนา ช่วยในการลดความเจ็บไข้ได้ป่วยที่สามารถป้องกันได้ เช่น เอชไอวี วัณโรค การเสียชีวิตของทารก และการเสียชีวิตในการคลอดบุตร

กลับกัน ประเทศที่ได้รับเงินช่วยเหลือก็ควรตกลงที่จะอุทิศเงินร้อยละ 15 ของการใช้จ่ายระดับชาติไปในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ

เหล่าผู้นำของโลกจะพบกันเพื่อทบทวนเอ็มดีจีที่กรุงนิวยอร์คในวันที่ 22 กันยายนปีนี้ เพื่อความพยายามจะใส่แรงใหม่ ๆ เข้าไปในกระบวนการ เมื่องบประมาณของชาติต่าง ๆ อยู่ภายใต้ความตึงเครียดอย่างรุนแรง

วันสุขภาพโลกเดือนเมษายนที่ผ่านมา องค์กรปฏิบัติการเพื่อสุขภาพของโลก (Action for Global Health) ทำการตีพิมพ์รายงานฉบับใหม่เพื่อร้องขอให้เกิดการเข้าถึงไปทั่วโลกในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพขั้นพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา

ในรายงานเผยว่า คนยากจนไม่ควรจะต้องจ่ายเงินเพื่อการดูแลสุขภาพในจุดที่เข้าถึงได้ โดยแสดงตัวอย่างหลักฐานจากประเทศศรีลังกาที่แสดงให้เห็นถึงการนำกำแพงต้นทุนออกซึ่งก็สามารถปรับปรุงการสาธารณสุขได้โดยตรง

คุณเฟรเซอร์กล่าวต่อว่า “แน่ล่ะ เราตระหนักว่าการดูแลรักษาสุขภาพยังคงเป็นเรื่องที่ต้องมีค่าใช้จ่าย คนยากคนจนไม่ควรที่จะต้องจ่ายเงินในระบบสุขภาพ-มีหนทางนวัตกรรมอื่น ๆ อีกที่ทำได้” ทั้งนี้คุณเฟรเซอร์สนับสนุนการหักภาษีจากการค้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เก็งกำไร (tax on speculative foreign exchange trading) เพื่อช่วยครอบคลุมต้นทุนที่ว่านี้  

 

ปฏิกิริยาต่อต้านในการเพิ่มความช่วยเหลือ

การดูแลรักษาสุขภาพครอบคลุมทุกโรคได้กลายมาเป็นวาระทางการเมืองอันดับสูงสุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางประธานาธิบดีบารัด โอบามาได้ลงนามกฎหมายปฏิรูปเมื่อไม่นานมานี้เพื่อขยายการเข้าถึงการให้บริการต่าง ๆ ทางสุขภาพ การทำให้รัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนาสนับสนุนการครอบคลุมทุกโรคเป็นความท้าทายทางการเมือง เมื่อระบบต่าง ๆ ในประเทศยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน

มีการต่อต้านที่จะเพิ่มการให้ทุนในการพัฒนาจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าความช่วยเหลือควรจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิผลให้มากกว่านี้ก่อนทรัพยากรเพิ่มเติมจะถูกแจกจ่าย อย่างไรก็ตามนักล็อบบี้ในการพัฒนาต้องการชาติร่ำรวยให้ “จ่ายมากขึ้นและจ่ายให้ดีมากกว่าเดิม”

องค์กรปฏิบัติการเพื่อสุขภาพของโลกกล่าวว่า ไม่มีเวลาที่จะทำให้เส้นตายของเอ็มดีจีล่าช้าออกไปอีกแล้ว  นอกจากเรื่องการให้ทุนก็ยังมีเรื่องการริเริ่มทางนโยบายที่สามารถช่วยในเรื่องผลกระทบที่ยั่งยืนกับการดูแลรักษาสุขภาพในประเทศที่ยากจนที่สุดของโลก

การขาดกำลังคนทางการแพทย์เรื้อรังก็เป็นความท้าทายที่ดำเนินอยู่ต่อไป และก็มีภาวะสมองไหลของเหล่าแพทย์และพยาบาลจากประเทศยากจนที่ไหลไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว และการอพยพจากถิ่นกันดารเข้าสู่ศูนย์ต่าง ๆ ในเมือง

การลงทุนในเรื่องการฝึกอบรมคนหนุ่มสาวที่ไม่มีงานทำจำนวนมากจะช่วยตอบโจทย์นี้ด้วย ทุนที่จัดหาไว้แล้วก็มีอยู่สำหรับเรื่องนี้    อีกทั้งนักรณรงค์ก็กำลังทำงานเพื่อโน้มน้าวให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (หรือที่รู้จักกันในนามไอเอ็มเอฟ,International Monetary Fund (IMF) ผ่อนปรนกฎต่าง ๆ ที่ขัดขวางรัฐบาลจากการขยายการใช้จ่ายด้านสุขภาพในปัจจุบันไปในเรื่องเงินเดือนและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ในดำเนินการ 

ภูมิหลัง

เป้าหมายแห่งสหัสวรรษหรือเอ็มดีจี Millennium Development Goals (MDG)ได้รับการตกลงกันโดยสหประชาชาติและประเทศสมาชิกในปี ค.ศ. 2000 เป็นการอุทิศตนเพื่อปรับปรุงตัวชี้วัดทางสุขภาพในระดับโลกภายในปี 2015

ตามการเปิดเผยของสหภาพยุโรป นโยบายทางสุขภาพได้อยู่ในระดับวาระทางการเมืองที่สูงสุด และความช่วยเหลือในระดับนานาชาติได้เพิ่มขึ้นสี่เท่า คิดเป็นเม็ดเงินมากถึง หนึ่งหมื่นหกพันล้านยูโร

อย่างไรก็ดี เอ็มดีจียังคงเป็นเรื่องยากที่จะหาได้ในบรรดาประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และประเทศร่ำรวยก็ยังใช้จ่ายเงินไม่ถึงเป้าที่ร้อยละ 0.7 ของรายได้มวลรวมของชาติ(Gross National Income, GNI) ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ

 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้ตกลงกันที่จะทำงานไปสู่การเข้าถึงที่ครอบคลุมในเรื่องการให้บริการด้านสุขภาพ และทำให้เรื่องง่ายขึ้นสำหรับ ประเทศกำลังพัฒนาในการที่จะได้รับยาและการรักษา 

ที่มา: 
http://www.euractiv.com/en/health/eu-under-fire-over-broken-promises-on-health-aid-news-419266?utm_source=EurActiv+Newsletter&utm_campaign=41d851b29a-my_google_analytics_key&utm_medium=email

สื่อที่เกี่ยวข้อง

article
article
article