Skip to main content

วารสาร

เหตุผลที่ฟังแล้วต้องประหลาดใจว่า เหตุใดการมีน้ำหนักเกินนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ

4709 ครั้ง
ข้อมูลผู้เขียน
ผู้เขียน: 
จินนี่ เกรฝส์

 

        นับเป็นเรื่องช็อคทีเดียว แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นเรื่องจริง การเป็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีน้ำหนักเกินมากกว่า 20 ปอนด์ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์แบบแย่ ๆ   โดยข้อเท็จจริงแล้วการมีน้ำหนักที่มากเกินไป สามารถมีผลสะท้อนกลับทางสุขภาพที่น่าประหลาดใจและร้ายแรงเกินกว่าโรคเบาหวานที่เป็นกันปกติและความกังวลใจในสุขภาพของหัวใจที่คุณ ๆ ได้ยินได้ฟังกันมานานแรมปี

หากคุณเป็นสตรีที่มีน้ำหนักเกิน ผลการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่า คุณ:

• อาจมีโอกาสยากเข็ญกว่าคนอื่นที่จะได้ประกันสุขภาพหรือไม่คุณก็ต้องจ่ายค่าพรีเมี่ยมที่สูงกว่า

• มีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะได้รับการวินิจฉัยที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน หรือได้รับปริมาณยาที่ใช้ต่อหนึ่งครั้งที่ไม่ถูกต้อง

• มีความเป็นไปได้น้อยที่จะหาเจอแพทย์เชี่ยวชาญการมีบุตรยากซึ่งเป็นผู้ที่จะช่วยให้คุณตั้งครรภ์ได้

• มีความเป็นไปได้น้อยที่จะตรวจพบมะเร็งก่อนแต่เนิ่น ๆ และได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิผล

       นี่มันกำลังเกิดอะไรขึ้นล่ะ? การมีทัศนคติกีดกันแบ่งแยกคนอ้วนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้ การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ของมหาวิทยาลัยเยล แนะว่าการมีอคติทางน้ำหนักสามารถเริ่มได้เมื่อผู้หญิงสักคนหนักมากกว่าน้ำหนักที่ดีที่สุดต่อสุขภาพเจ้าหล่อนเองไปเพียง 13 ปอนด์

        “วัฒนธรรมของเรามีมุมมองเชิงปฏิเสธที่ใหญ่ยิ่งต่อคนน้ำหนักเกิน  และเหล่าหมอเองก็ไม่ใช่ว่าปลอดจากเรื่องนี้” กล่าวโดย ศาสตราจารย์ ดร. เจโรม กรูพแมน แห่งคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “หมอคิดอย่างไร” (Harvard Medical School professor Dr. Jerome Groopman, M.D., author of "How Doctors Think.")   หากเหล่าแพทย์มีความรู้สึกลบกับคนไข้ พวกเขาแสดงให้เห็นว่าบางอย่างไม่ควรค่า พวกเขาก็อดทนน้อยลง และก็สามารถทำให้เกิดปัญหาในการตัดสินใจของพวกเขา เหล่านี้ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะเกิดความผิดพลาดในการวินิจฉัย

       ผู้หญิงชาวอเมริกันเกือบ ๆ 70 ล้านคน ถูกพิจารณาว่ามีน้ำหนักเกิน นัยของข้อมูลใหม่นี้เป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างยิ่ง ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ เพื่อที่จะได้รับการดูแลรักษาสุขภาพที่มีคุณภาพสูงสุด-การดูแลรักษาสุขภาพที่คุณสมควรได้รับ-ไม่สำคัญว่าคุณจะหนักสักเท่าไร

 

        เมื่อคุณเจน ซีลอส จากเมืองแดนบิวรี่ รัฐคอนเน็กติกัต (Jen Seelaus, from Danbury, Connecticut) ไปพบหมอ เพราะอาการหอบ หล่อนคาดว่าจะได้รับยาเพื่อรักษาอาการโรคหืดหอบ   แทนที่จะเป็นเช่นนั้น หมอบอกกับเธอว่า เธอจะรู้สึกดีขึ้นหากว่าเธอลดน้ำหนักลงสักหน่อย เจนกล่าวว่า “ฉันไม่ได้ไปเพื่อที่จะถูกสอนเกี่ยวกับน้ำหนักของฉัน ฉันไปหาหมอก็เพราะว่าฉันไม่สามารถหายใจได้ตามปกติ” คุณเจน ผู้เป็นเจ้าของทรวดทรง 5 ฟุต 3 นิ้ว น้ำหนัก 195ปอนด์ กล่าวต่อว่า “โรคหืดเป็นอันตรายหากมันควบคุมไม่ได้ และพยาบาล ก็ไม่สนใจไยดีฉันเอาเสียเลย เพราะเพียงแค่น้ำหนักของฉัน”

        ดร. เจโรม บอกว่า พยาบาลที่ดูแลคุณเจนสร้างความผิดพลาดทางการวินิจฉัยอันเป็นตัวอย่างสุดแสนจะคลาสสิค  “เรื่องนี้เรียกว่าเป็น การสร้างใส่บุคลิกลักษณะ เพราะว่า ความคิดถูกใส่สีเข้าไปโดยการคิดแบบเหมารวม และคุณก็ใส่ความเป็นเจ้าของลงไปในภาพทั้งหมดทางการแพทย์ต่อสิ่งที่คิดเหมารวมนั้น ๆ เพราะว่า โรคอ้วนสามารถเป็นสาเหตุของปัญหาทางสุขภาพต่าง ๆ มันง่ายมาก ๆ ที่จะตำหนิคำร้องเรียนต่าง ๆ ในเรื่องน้ำหนักของคนไข้ นับตั้งแต่การเจ็บเข่าไปจนถึงปัญหาการหายใจ นั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมแพทย์และพยาบาลจึงจำเป็นที่จะต้องถามอยู่เรื่อย ๆ ว่า ‘มีอะไรอื่นอีกนะที่อาจเป็นไปได้?’

       ไม่มีสถิติว่าด้วยความผิดพลาดในการวินิจฉัยโรคอันเนื่องมาจากน้ำหนักว่ามีจำนวนเท่าไรแน่ แต่ข้อมูลสำหรับประชากรโดยทั่วไปก็น่ากระเทือนใจเพียงพอแล้ว “บรรดาหมอทำผิดพลาดในการวินิจฉัยราวร้อยละ 10 ถึง 15 ของจำนวนคนไข้ทั้งหมด และครึ่งหนึ่งของการตรวจเหล่านั้นมันเป็นสาเหตุของอันตรายจริง” กล่าวโดย ดร. เจโรม 

        บนฐานของหลักฐานที่เป็นเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย คนไข้ที่บอกกล่าวแก่ดร. รีเบ็คกา บอกว่าหมอของพวกเธอบ่อยครั้งโทษอาการต่าง ๆ ไปที่เรื่องน้ำหนักอย่างรวดเร็วเกินไป          ดร. รีเบ็คกา พูห์ล ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มการวิจัยและตราบาปในเรื่องน้ำหนัก แห่งศูนย์รัดด์เพื่อนโยบายด้านอาหารและโรคอ้วน ณ มหาวิทยาลัยเยลล์ (Rebecca Puhl, Ph.D., director of Research and Weight Stigma Initiatives at the Rudd Center for Food Policy and Obesity at Yale University) สงสัยว่าการมีน้ำหนักมากอาจสนับสนุนเพิ่มพูนความบ่อยครั้งของการถูกวินิจฉัยโรคผิด

        แม้นว่าเหล่าแพทย์จะตระหนักหลุมพรางที่มีศักยภาพเพียงพอที่พวกเขาสามารถหล่นลงไปเมื่อกำลังทำการวินิจฉัยผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน ไขมันส่วนเกินในร่างกายก็สามารถปิดบังโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างได้ รวมทั้งโรคหัวใจและมะเร็งชนิดต่าง ๆ  

        “มันยากกว่าที่จะฟังเสียงหัวใจและปอดในคนไข้ที่มีน้ำหนักมาก” กล่าวโดย ดร. แมรี่ มาร์กาเร็ต ฮุยซิงกา ผู้อำนวยการศูนย์ลดน้ำหนักแบบย่อยอาหารแห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอบกินส์ (Dr. Mary Margaret Huizinga, M.D., M.P.H., director of the Johns Hopkins Digestive Weight Loss Center) “ฉันใช้เครื่องฟังเสียงสัญญาณนาฬิกา (electronic stethoscope)ซึ่งก็ทำงานได้ดีทีเดียว แต่ฉันเองก็ตระหนักมากกับประเด็นต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นอย่างไม่ได้คาดหมายไว้ในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน ไม่ใช่แพทย์ทุกคนที่มีเครื่องฟังเสียงสัญญาณนาฬิกานี้-หรือว่าแพทย์ทุกคนจะตระหนักว่าพวกเขาจำเป็นต้องมีสักอันหนึ่ง”

        ดร. เจฟฟรีย์ ซี คิง ศาสตราจารย์และผู้อำนวยการด้านการแพทย์เกี่ยวกับมารดาและทารกในครรภ์แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยลูซวิล (Dr. Jeffrey C. King, M.D., professor and director of maternal-and-fetal medicine at the University of Louisville School of Medicine)กล่าวว่า “ยิ่งเนื้อเยื่อระหว่างมือที่ใช้ในการคลำสัมผัสและสิ่งที่คุณกำลังพยายามรู้สึกมีมากเท่าไร มันก็ยากมากขึ้นเท่านั้นที่จะตรวจพบสิ่งที่ต้องการ” นั่นก็อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคาเรน ทาง (Karen Tang, ไม่ใช่นามจริง) เธอสูง 5 ฟุต 8 นิ้ว หนัก 280 ปอนด์ สตรีผู้ซึ่งไปพบแพทย์ เพื่อตรวจอาการเจ็บที่กระดูกเชิงกราน หมอคลำสัมผัสมดลูกของเธอแต่ก็ไม่รู้สึกว่าเจออะไรเลย คุณคาเรนกล่าวระลึกให้ฟังว่า “จนเมื่อถึงเวลาที่ฉันถูกส่งต่อไปยังสูตินารีแพทย์รายหนึ่ง ฉันก็มีเนื้องอกขนาดเท่าลูกแตงเข้าไปแล้ว-มันใหญ่มากจนมันส่งน้ำหนักกดดันไปที่กระเพาะปัสสาวะของฉัน”

        แม้แต่การตรวจกระดูกเชิงกรานเป็นประจำก็ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีลูกแล้ว ดร. เจฟฟรีย์ กล่าวว่า “ผนังช่องคลอดจะหลวมและหล่นมาอยู่ตรงกลาง ปิดบังปากมดลูก” เครื่องมือที่เรียกว่าปาดเป็ด (speculums)ใช้ขยายช่องคลอดที่มีขนาดใหญ่กว่าหรือไม่ก็ดัดแปลงจากของเดิมสามารถช่วยได้ แต่หมอทุกคนไม่ได้มีเครื่องมือนี้ และพวกเขาก็สามารถทำให้การตรวจเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกสบาย กล่าวโดย ดร. ลินดา วูลฟ์ นักวิชาการด้านต่อมไร้ท่อทางการเจริญพันธุ์ แห่งวิทยาลัยการแพทย์ทางการเจริญพันธุ์ มิชิแกน (Dr. Lynda Wolf, M.D., a reproductive endocrinologist at Reproductive Medicine Associates of Michigan)

        นั่นก็อาจอธิบายผลการศึกษาที่น่าสะเทือนใจว่าสตรีที่เป็นโรคอ้วนมีความเป็นไปได้ที่จะได้ตรวจมะเร็งปากมดลูกน้อยกว่าสตรีที่มีน้ำหนักปกติ แต่บรรดาหมอ ๆ อาจมีส่วนที่จะถูกตำหนิด้วยสำหรับการตรวจคัดกรอง การศึกษาของมหาวิทยาลัยคอนเน็คติกัต กับแพทย์มากกว่า 1, 300 คน พบว่าร้อยละ 17 กระอักกระอ่วนใจที่จะทำการตรวจกระดูกเชิงกรานให้กับสตรีที่เป็นโรคอ้วน และร้อยละ 83 ที่เหลือก็ลังเลใจหากเหล่าคนไข้ดูเหมือนว่าไม่เต็มใจที่จะเข้ารับการตรวจ

 

เหตุใดการทดสอบเชิงวินิจฉัยจึงยาก

         การตรวจหลาย ๆ อย่างทางกายภาพไม่ใช่สิ่งที่ถูกทำให้หยุดชะงักโดยโรคอ้วนเพียงอย่างเดียว คนไข้ตัวใหญ่ ๆ อาจเข้าสู่เครื่องสแกนวินิจฉัยไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องที่เรารู้จักกันว่าซีที (Computed tomography, CT)และ การสร้างภาพที่เกิดจากเสียงสะท้อนแม่เหล็ก (Magnetic resonance imaging, MRI) และเอ็กซเรย์ รวมทั้งอัลตร้าซาวนด์ อาจไม่มีประสิทธิผลเท่าที่ควร กล่าวโดย ดร. ราอุล เอ็น อัพพ็อต นักรังสีวิทยา ในส่วนงานการเข้าแทรกแซงและการภาพช่องท้อง ณ โรงพยาบาลเมสซาจูเซ็ทส์ เจนเนอรัล เมืองบอสตัน (Dr. Raul N. Uppot, M.D., a radiologist in the Division of Abdominal Imaging and Intervention at Massachusetts General Hospital in Boston)และกล่าวอีกว่า “อัลตราซาวนด์เป็นวิธีการที่จำกัดมากที่สุดกับไขมันในร่างกาย เพราะว่า รังสีไม่สามารถฝ่าเนื้อเยื่อเข้าไป หากคุณมีไขมันชั้นใต้ผิวหนังมากกว่า 8 เซ็นติเมตร”

        สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงโดยเฉพาะ เพราะว่าอัลตราซาวนด์ถูกใช้เพื่อวินิจฉัยเนื้องอกในมดลูกและถุงน้ำ/ก้อนตุ่มไตที่ผิดปกติในรังไข่ (ovarian cysts) เพื่อประเมินสุขภาพของทั้งมารดาและทารกระหว่างการตั้งครรภ์  เหล่านักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส ศูนย์การแพทย์ตะวันเฉียงใต้ ณ เมืองดัลลัส (University of Texas Southwestern Medical Center at Dallas) รายงานว่า มีการลดลงร้อยละ 20 ในความสามารถที่จะตรวจพบปัญหาของทารกในครรภ์ของผู้หญิงที่อ้วนด้วยการใช้อัลตร้าซาวนด์ ในการศึกษาอีกชิ้นหนึ่ง สตรีที่เป็นโรคอ้วนมีความเป็นไปได้ร้อยละ 20 ที่จะได้ผลลัพธ์ที่ออกมาบวกแต่ที่จริงนั้นเป็นเท็จ (false-positive results) จากการตรวจเช็คมะเร็งเต้านม(เมมโมแกรมหรือ mammograms) –ค่าที่อ่านได้สามารถนำไปสู่การผ่าตัดที่ไม่จำเป็นและความกังวลใจ

        ขณะที่ซีทีสแกนได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากไขมันในร่างกาย การได้ภาพที่ชัดในผู้ป่วยที่น้ำหนักมากต้องการรังสีมากว่าผู้ป่วยที่มีน้ำหนักปกติ ทำให้มีความเสี่ยงมากกว่า โดยเฉพาะหากทีซีสแกนหลายครั้งเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่การพยายามที่จะวินิจฉัยปัญหาทางสุขภาพโดยปราศจาก การเห็นภาพที่เหมาะสมถูกต้องก็เหมือนกับการขับรถด้วยการเอาผ้าปิดตาไว้

        บางครั้งพวกหมอก็มีข้อมูลเหลืออยู่น้อย ยกเว้นอาการต่าง ๆ และการหยั่งรู้ โดยเฉพาะในห้องฉุกเฉิน ที่ที่แพทย์ทำหน้าที่ตัดสินใจในเรื่องความเป็นกับความตายในชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาที  “ยกตัวอย่างเช่นว่า หากเราไม่สามารถเห็นภาพเพราะว่าน้ำหนักของผู้ป่วย และเราเป็นกังวลเกี่ยวกับภาวะอุดตันหลอดเลือดปอดหรือไส้ติ่งอักเสบ เราก็ต้องเดินหน้าต่อไปและรักษาผู้ป่วยบนฐานของข้อคิดเห็นทางการแพทย์ที่มีอยู่ในขณะนั้น” กล่าวโดย ดร. อาร์ชานา เรดดี้ แพทย์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่นครชิคาโก   (Dr. Archana Reddy, M.D., a Chicago-area ER physician)

        ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านกล่าวว่า การที่มีน้ำหนักมากเกินสามารถรบกวนการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิผลด้วย  ปัญหาคือการได้รับยาที่น้อยเกินไป “ปกติแล้ว ผู้ที่ศึกษาด้านเนื้องอกใช้การทำคีโมกับผู้ป่วยที่มีน้ำหนักในอุดมคติ มากเสียกว่าน้ำหนักที่เป็นจริง ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า การทำคีโมนั้นเป็นพิษ และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะว่า การทดลองยารวมเอาแค่สตรีโดยเฉลี่ยทั่วไป ดังนั้นเราจึงไม่รู้ปริมาณยาที่ถูกต้องสำหรับสตรีที่มีร่างกายใหญ่กว่า” กล่าวโดย ดร. เคลลี่ ชไนเดอร์ นักวิชาการด้านเนื้องอกนรีเวช แห่งมหาวิทยาลัย อลาบามา ณ เมืองเบอร์มิงแฮม (Dr. Kellie Schneider, M.D., a gynecologic oncologist at the University of Alabama at Birmingham)และกล่าวเพิ่มอีกว่า “แต่การให้ยาปริมาณน้อยสามารถหมายถึงความแตกต่างระหว่างการมีชีวิตอยู่และการจากไปอย่างไม่หวนคืน”

        บรรดาแพทย์ต่างก็รู้กันมานานแล้วว่า สตรีที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสมากกว่าที่จะเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ แต่เมื่อไม่นานมานี้ ดร. เคลลี่ และเพื่อนร่วมงานได้ให้การบำบัดคีโมแก่คนไข้น้ำหนักเกินที่เป็นมะเร็งรังไข่ ซึ่งอยู่บนฐานของน้ำหนักจริง ๆ ของพวกเขา ดร. เคลลี่และคณะพบว่า สตรีที่มีน้ำหนักเกินทั้งหลายมีความเป็นไปได้ที่จะรอดชีวิตจากความเจ็บป่วยเหมือนกับผู้ป่วยที่มีรูปร่างเบากว่า ดร. เคลลี่กล่าวว่า “บรรดาหมอ ๆ ไม่ได้รักษาสตรีที่มีน้ำหนักเกินแบบไม่เต็มที่อย่างจงใจ ตรงกันข้ามเรากำลังทำงานด้วยข้อมูลที่มีจำกัด”

 

เหตุใดผู้ป่วยน้ำหนักมากจึงไม่สามารถหาความช่วยเหลือได้

        ไม่มีการศึกษาวิจัยในเรื่องที่ว่าหมอปฏิเสธที่จะรักษาผู้ป่วยเพราะว่าน้ำหนักบ่อยครั้งแค่ไหน  แต่คุณซอนดร้า โซโลเวย์ อัยการประจำเมืองโอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนียและผู้แต่งหนังสือเรื่อง Tipping the Scales of Justice: Fighting Weight-Based Discrimination(Sondra Solovay, an Oakland, California, attorney and author) กล่าวว่า หล่อนได้ยินเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาเพียงพอที่จะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเชื่อวัน

        ดร. เอ เจ เยทส์ จูเนียร์ แพทย์และผู้ช่วยศาสตราจารย์จากภาควิชาศัลยกรรมกระดูก แห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยพิตตส์เบิร์ก (Dr. A.J. Yates Jr., M.D., associate professor in the Department of Orthopaedic Surgery at the University of Pittsburgh Medical Center)กล่าวว่า เพราะว่าการศึกษาที่ผ่านมาเกี่ยวกับโรคแทรกซ้อนมีข้อกังวลที่ถูกตามกฎหมายเกี่ยวกับการผ่าตัดผู้ป่วยที่มีมวลร่างกายสูง    แต่หมอเอเจก็ให้ข้อสังเกตว่า ศัลยแพทย์บางคนกระอักกระอ่วนใจที่จะเสนอการผ่าตัดให้กับผู้ป่วยที่อ้วนเอามาก ๆ เพราะว่าการผ่าตัดนั้นยากมากกว่าและกินเวลามากกว่าด้วย

        และเพราะว่า บ่อยครั้งข้อมูลในเรื่องอัตราการมีโรคแทรกซ้อนที่เกิดในการศัลยกรรม ถูกคำนวณโดยปราศจากการคิดถึงความเสี่ยงที่สูงกว่าของผู้ป่วยที่มีโรคอ้วน แม้นว่ามีผู้ป่วยเพียงแค่สองสามคนที่มีอาหารแทรกซ้อนสามารถทำให้ศัลยแพทย์หรือโรงพยาบาลดูแย่ในสายตาของบริษัทประกันภัยทั้งหลาย “หากโรงพยาบาลทั้งหลายรู้สึกว่าพวกเขากำลังถูกมองไม่ค่อยดีนัก พวกเขาอาจวางแรงกดดันที่มีนัยไปสู่ศัลยแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงผู้ป่วยที่เสี่ยง” ข้อกังวลของหมอเอเจ ก็คือว่า ผู้คนที่มีน้ำหนักเกินอาจถูกแบ่งแยกกีดกันเพิ่มมากขึ้นเพราะเรื่องนี้

        คุณซูซี สมิธ (Suzy Smith)เจ้าของส่วนสูง ห้าฟุต สามนิ้ว หนัก 400 ปอนด์ มาจาก  โคโลเนียล บีช เวอร์จิเนีย เชื่อว่า หล่อนเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น เมื่อหมอพบเนื้องอกก้อนใหญ่บนไตของหล่อน คุณซูซีดิ้นรนเพื่อที่จะเสาะหาศัลยแพทย์ผู้ซึ่งจะช่วยรักษาเธอได้  ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขับถ่ายปัสสาวะของคุณซูซี กล่าวว่า โรงพยาบาลที่ที่เขาทำงานไม่มีโต๊ะที่มั่นคงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักเธอได้ และแพทย์คนนั้นก็ส่งเธอต่อไปยังศัลยแพทย์อีกคนที่อยู่ไกลออกไปอีกหลายชั่วโมง

        คุณซูซีกล่าวต่อว่า “ทันทีที่หมอคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฉันบอกได้เลยว่ามีบางอย่างผิดปกติ จากสีหน้าของเขา” “เขาบอกกับฉันว่าเขาจะไม่ผ่าตัด เขาจะไม่เสี่ยงกับมัน” เขาเสนอวิธีการ แทนที่จะผ่าตัด เขาเสนอการใช้วิธี cryoablation    (เป็นวิธีการใช้ความร้อน สารเคมี หรือความเย็นเข้าไปทำลายก้อนมะเร็ง ใช้รักษาก้อนมะเร็งที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก ซึ่งเป็นเทนนิคที่ทำให้เนื้อเยื่อแข็งและก็ขจัดก้อนเนื้อออกไป) แต่มีประสิทธิผลน้อยกว่าการศัลยกรรมสำหรับก้อนเนื้อที่ใหญ่

        “ฉันช็อคเอามาก ๆ” คุณซูซีกล่าว “เอาง่าย ๆ เลย เขากำลังบอกกับฉันว่าเขาจะไม่ทำในสิ่งที่จะช่วยชีวิตฉันได้มากที่สุด” สุดท้ายแล้ว ต้นเดือนธันวาคมปี 2008 แพทย์อีกคนผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออก การศัลยกรรมครั้งนี้เป็นเรื่องที่ผิดคาดเพราะมันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หมอของฉันพอใจมาก แต่จากประสบการณ์ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นเป็นเรื่องน่าละเหี่ยและท้อแท้ใจ “ฉันกำลังพยายามรับมือกับการวินิจฉัยมะเร็ง เป็นกังวลว่ามะเร็งอาจแพร่กระจายในทุก ๆ วันที่ผ่านไป กระนั้นทางเลือกทางการแพทย์กลับปิดประตูใส่ฉันไม่ว่าจะทางซ้ายหรือทางขวา”

 

ประเด็นเรื่องภาวะการมีบุตรยาก

        คู่รักที่มีบุตรยาก ที่ได้รับการบอกว่าพวกเขาไม่สามารถทำไอวีเอฝได้ (in vitro fertilization, IVF)เพราะว่า น้ำหนักของสตรี ก็รู้สึกว่าประตูนั้นปิดใส่ด้วย คลินิกเพื่อการมีบุตรส่วนใหญ่มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดและถี่ถ้วน ดร. ลอเรนซ์ เจค็อบส์ แพทย์แห่งศูนย์การเจริญพันธุ์แห่งอิลลินอยส์ (Dr. Laurence Jacobs, M.D., of Fertility Centers of Illinois) กล่าวว่า “ผมอยากจะกล่าวว่าร้อยละ 95 จะไม่ทำไอวีเอฝให้กับสตรีที่มีค่ามวลร่างกายสูงกว่า 39 (ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่สูง 5 ฟุต 4 นิ้ว น้ำหนัก 228 ปอนด์) และโดยปกติพวกเขาต้องการอิเล็กโทรคาร์ดิโอแกรม (electrocardiogram, EKG) และการตรวจโลหิตหากมีค่าสูงเกินกว่า 34 เพราะว่าการมีน้ำหนักเกินลดโอกาสในการตั้งครรภ์และการมีครรภ์ที่มีสุขภาพดี”

        ในกรณีส่วนมาก เขาไม่สามารถยอมรับผู้ป่วยที่มีค่าบีเอ็มไอที่ 40 หากแม้นผู้หญิงจะไม่มีปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ เลยเพราะว่าการทำไอวีเอฝเกิดขึ้นในการจัดสถานที่สำหรับผู้ป่วยนอก ซึ่งนั่นไม่ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อผู้ป่วยที่มีโรคอ้วนซึ่งมีความเสี่ยงที่สูงกว่าเมื่ออยู่ในภาวะไร้ความรู้สึก “ไม่มีนักวางยาคนใดที่จะเสี่ยงกับใครบางคนที่ไม่พยายามที่จะลดน้ำหนักหรอก” ดร. ลอเรนซ์ กล่าว

        และก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากยิ่งขึ้น  จากการศึกษาจากมหาวิทยาลัยดุ๊คพบว่าผู้ป่วยโรคอ้วน มีโอกาสน้อยที่จะได้รับการรักษาเป็นขั้นตอน เช่น การฉีดสี (Cardiac catheterization)ที่สามารถช่วยวินิจฉัย และรักษาโรคหัวใจ บางทีเพราะว่าบรรดาแพทย์เป็นห่วงเกี่ยวกับอาการแทรกซ้อนที่มีศักยภาพ กล่าวโดย ดร. วิเลียม แยนซี จูเนียร์ แพทย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ค และอายุรแพทย์แห่งศูนย์การแพทย์วีเอ ในดูห์ราม นอร์ท แคโรไลนา (Dr. William Yancy Jr., M.D., an associate professor at Duke and a staff physician at the VA Medical Center in Durham, North Carolina)   เพราะว่า ความเสี่ยงสูงของโรคหัวใจในผู้ป่วยโรคอ้วน ประโยชน์จากการฉีดสีอาจทำให้ความเสี่ยงนั้นลดลง “แต่หากว่าการทดสอบไม่ได้ทำแล้วละก็ ผู้ป่วยน้ำหนักมาก ๆ ก็ไม่อาจจะได้รับการบำบัดอย่างเหมาะสม”

        แม้แต่การปลูกถ่ายอวัยวะ ก็อาจถูกระงับเพราะว่าเรื่องของน้ำหนัก ผู้ป่วยที่มีค่าบีเอ็มไอสูงกว่า 35 สมมติว่าคุณสูง 5 ฟุต 4 นิ้ว และหนัก 205 ปอนด์ รูปร่างสัดส่วนเช่นนี้ มีโอกาสน้อยที่จะได้รับการปลูกถ่ายไตหรือตับ เพราะว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นของ อาการแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด รวมทั้งการติดเชื้อ เส้นเลือดอุดตัน และปอดบวม 

        ดร. ชอว์น เพลไทเออร์ แพทย์ และเป็นผู้อำนวยการทางศัลยกรรมการปลูกถ่ายตับของระบบสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน เมืองแอนน์ อาร์เบอร์ (Dr. Shawn Pelletier, M.D., surgical director of liver transplants at the University of Michigan Health System in Ann Arbor) กล่าวว่า “มันเป็นประเด็นที่ยากสุดแสนสาหัส เรามีสัญญาผูกมัด ที่จะใช้อวัยวะจากผู้ให้บริจาคในทางที่รับผิดชอบ แต่สิ่งนี้เป็นศัลยกรรมที่ช่วยรักษาชีวิตและเราไม่ต้องการที่จะปฏิเสธผู้คน ผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่มีโรคอ้วนอาจไม่รอดชีวิตหรืออยู่ได้นานเท่าผู้ป่วยที่ตัวเล็กกว่า แต่พวกเขามีชีวิตโดยเฉลี่ยแล้วสามเท่ายืนยาวกว่าหากพวกเขาไม่เข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะ นั่นเป็นประโยชน์ที่ใหญ่ยิ่งแม้นว่ามันมีความเสี่ยงมากมายก็ตามที”

        ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าประเด็นเดินทางไปไกลกว่าประเด็นทางการแพทย์ที่เข้มงวด และมันเข้าไปสู่ขอบข่ายทางจริยธรรมแล้ว “เหล่าหมอจำเป็นต้องถามตัวพวกเขาเอง เช่นว่า ‘คนอ้วนผู้นี้สมควรได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์น้อยกว่าคน ๆ เดียวกันหลังการศัลยกรรมลดน้ำหนักหรือเปล่า?’ กล่าวโดย คุณ บาร์บารา ทอมป์สัน รองประธานสหภาพเพื่อปฏิบัติการต่อต้านโรคอ้วน ซึ่งเป็นกลุ่มนักรณรงค์ที่ไม่หวังผลกำไร (Barbara Thompson, vice-chair of the Obesity Action Coalition, a nonprofit advocacy group)

        “เราจะพิจารณาตัดสินให้เหตุผลได้อย่างไรว่า น้ำหนักของคนคนหนึ่ง, จะด้วยวิธีการใดก็ตาม,พิสูจน์ว่ากำลังระงับยับยั้งการดูแลรักษาทางการแพทย์อันจำเป็นต้องได้รับ หรือว่าเกิดขึ้นเพราะอคติจากผู้ให้บริการเป็นเหตุผลให้การดูแลรักษานั้นถูกปฏิเสธ?”           คุณรีเบคค้า พอห์ล แห่งมหาวิทยาลัยเยล ตั้งคำถามและกล่าวต่อว่า “มันเป็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่มีนัยสำคัญหลายอย่าง”

 

คนอ้วนไม่ได้รับความเคารพนับถือ

        เมื่อคุณเซลีนา รีเดอร์ (Celina Reeder)สตรีเจ้าของส่วนสูง 5 ฟุต 5 นิ้ว หนัก 185 ปอนด์ ผู้มีเส้นเอ็นขาดที่หัวเข่าขวา ได้รับการบอกโดยศัลยแพทย์ ว่า เธอจำเป็นที่จะต้องหยุดทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดก่อนที่หมอจะได้จัดเวลาศัลยกรรมให้ คุณเซลีนารู้สึกประหลาดใจ “ฉันออกจากห้องทำงานของเขาด้วยความรู้สึกละอายใจ และฉันก็ไม่เคยแตะเจ้าอาหารประเภทแดกด่วยเลย ยิ่งฉันคิดถึงมันเท่าไร ฉันก็รู้สึกบ้าคลั่งประสาทกินเท่านั้น ดังนั้นฉันจึงเปลี่ยนศัลยแพทย์ ใครก็ตามที่คิดว่าบรรดาหมอ ๆ ดูแลสตรีที่ตัวใหญ่เหมือน ๆ กับสตรีที่มีร่างเบาบางกว่า มันชัดเจนว่าคน ๆ นั้นไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนัก ฉันรู้สึกเหมือนว่าหมอของฉันไม่เคารพฉันเลยจริง ๆ”

        คุณเซลีนาอาจถูกเผงเลย เหล่านักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (University of Pennsylvania) พบว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของบรรดาแพทย์ที่ดูแลในขั้นปฐม มีทรรศนะกับคนป่วยโรคอ้วน เป็นดั่งเรื่องงุ่มง่าม ไม่น่าดึงดูดใจ ไม่น่าทำตาม หนึ่งในสามกล่าวว่า คนอ้วนมีจิตใจอ่อนแอ ยุ่งเหยิง และขี้เกียจ นอกจากจากนี้แล้ว เหล่านักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยไรซ์ และจากคณะสาธารณสุขศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัสในฮูสตัน (Rice University and the University of Texas School of Public Health in Houston)พบว่าเมื่อค่าบีเอ็มไอของคนไข้เพิ่มขึ้น บรรดาแพทย์รายงานว่าชอบหน้าที่การงานน้อยลงและมีความอดทน ความปรารถนาที่จะช่วยผู้ป่วยน้อยลง

        ไม่ว่าพวกเขาจะรู้หรือไม่ก็ตาม ทัศนคติของบรรดาหมออาจสร้างกำลังใจให้กับพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ  ความรู้สึกที่เป็นลบต่อน้ำหนักผู้ป่วยสามารถส่งผลให่ผู้หญิงหันไปหาอาหารเพื่อการบรรเทาใจ “รอยด่างเป็นรูปแบบหนึ่งของความเครียด และสตรีที่เป็นโรคอ้วนรับมือโดยการทานหรือปฏิเสธการทาน ดังนั้นจริง ๆ แล้ว การแบ่งแยกกีดกันอาจเติมเชื้อไฟให้กับโรคอ้วน”

        การศึกษาหลายชิ้นยังได้พบว่า สตรีที่มีน้ำหนักเกินมีโอกาสมากกว่าที่จะทำให้เกิดความล่าช้ากับกำหนดนัดหมายกับแพทย์และการดูแลรักษาเชิงป้องกัน รวมไปถึงการคัดกรองเพื่อหามะเร็ง เพราะว่าพวกเธอไม่ต้องการเผชิญหน้ากับการวิพากษ์วิจารณ์ “มันสามารถเป็นเรื่องหงุดหงิดที่จะรักษาคนไข้ที่มีโรคอ้วน” กล่าวอย่างยอมรับโดย ดร. ลี กรีน ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ครอบครัวแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน วิทยาเขต แอน อาร์เบอร์ (Dr. Lee Green, M.D., M.P.H., a professor of family medicine at the University of Michigan in Ann Arbor) “ผมใช้เวลาส่วนมากของผมรักษาผลที่ตามมาของไลฟ์สไตล์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แทนที่จะเป็นเรื่องของความเจ็บไข้ได้ป่วยจริง ๆ ผู้คนต่างก็เข้ามาและก็บ่นว่าเจ็บหัวเข่าหรือไม่ก็เจ็บเท้า และผมก็กำลังคิดอยู่เหมือนกันว่า คุณไม่เห็นหรอกหรือว่าคุณเจ็บปวดก็เพราะคุณน้ำหนักเกินไป 60 ปอนด์ แน่นอนผมไม่ได้พูดออกมาอย่างนั้น ผมพยายามที่จะให้กำลังใจพวกเขาในการลดน้ำหนัก”

        ดร. ลีดูเหมือนว่าจะอยู่ในกลุ่มชนหมู่น้อยเมื่อพูดถึงการพุ่งเป้าไปยังการแก้ปัญหาโดยการลดน้ำหนัก การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า มีเพียงแค่ร้อยละ 11 เท่านั้นของผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกินได้รับการให้คำปรึกษาในการลดน้ำหนักเมื่อพวกเขาเข้าพบหมอที่ทำงานด้านครอบครัว

 

เสียงเรียกให้ตื่นกับน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ

        ปราศจากข้อสงสัยเลยว่าชุมชนทางการแพทย์จำเป็นที่จะต้องพิจารณาให้จงหนักไปที่อคติลำเอียงอันปกปิดไว้ที่อาจป้ายสีคลุมเครือว่าพวกเขาดูแลรักษาสตรีที่มีน้ำหนักเกินอย่างไร แต่ขณะเดียวกันความก้าวหน้าก็กำลังพัฒนาไป

        สถาบันแห่งชาติว่าด้วยเรื่องสุขภาพ (National Institutes of Health) ได้ให้กำลังใจแก่นักวิจัยมาตลอดที่จะริเริ่มจำแนกแยกแยะและกำหนดให้ตายตัวไปเลยในเรื่องของอุปสรรคที่ผู้คนที่มีน้ำหนักมากนั้นกำลังเผชิญอยู่เมื่อกำลังพยายามจะได้รับการดูแลรักษาสุขภาพ กล่าวโดย ดร. ซูซาน ยานอฝสกี ผู้อำนวยการร่วมสำนักวิจัยโรคอ้วนแห่ง สถาบันโรคเบาหวานและโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและไตแห่งชาติ (Dr. Susan Yanovski, M.D., co-director of the Office of Obesity Research at the National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases)และโรงพยาบาลบางแห่งกำลังเพิ่มเครื่องมือทางศัลยกรรมที่ใหญ่กว่าเดิม รถเข็น และอุปกรณ์อื่น ๆ

        กระนั้นก็ดี มีปัญหาที่ใหญ่กว่ารออยู่ เมื่อสตรีที่มีน้ำหนักมากถูกเพิกเฉยไม่สนใจ การระบาดของโรคอ้วนก็ถูกเพิกเฉยไปด้วย และนั่นต้องหยุด “การที่ถูกปฏิบัติอย่างผิด ๆ หรือถูกทำให้เรื่องราวจบเสร็จสิ้นโดยแพทย์ของคุณเพราะว่าน้ำหนักของคุณเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ บรรดาแพทย์กำลังพลาดโอกาสที่จะช่วยผู้ป่วยของพวกเขาในการลดน้ำหนักและปรับปรุงสุขภาพของผู้ป่วย” กล่าวโดยดร.แมรี่ ฮุยซิงกาแห่งมหาวิทยาลัย จอห์นส์ ฮอบกินส์

        “บรรดาแพทย์และผู้ป่วยจำเป็นที่จะต้องพูดกันอย่างเปิดอกเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก ไม่ว่าโรคต่าง ๆ ที่มีสาเหตุมาจากน้ำหนักเกินหรือเหตุผลต่าง ๆ ว่าทำไมผู้ป่วยจึงทานมากเกินไป  ระดับของการสนทนานั้นต้องการความสบายในระดับหนึ่ง และรากฐานเพื่อจะให้เกิดสิ่งนั้นก็คือ การเคารพซึ่งกันและกัน  ตรงไปตรงมา และเรียบง่าย และนั่นก็เป็นเรื่องที่ว่าเราจะสามารถช่วยผู้หญิงได้รับสุขภาพที่ดีกว่าได้อย่างไร”

ที่มา: 
http://us.cnn.com/2010/HEALTH/01/21/obesity.discrimination/index.html?hpt=Sbin

สื่อที่เกี่ยวข้อง

document
document
document