Skip to main content

วารสาร

เด็กไทยเสี่ยงภัยอุบัติเหตุทางถนน

2486 ครั้ง
ข้อมูลผู้เขียน
ผู้เขียน: 
ศูนย์ข้อมูลวิชาการ

เด็กไทยเสี่ยงภัยอุบัติเหตุทางถนน

            ข้อมูลจากโครงการวิจัยเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยเด็ก หน่วยเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า เด็กไทยอายุระหว่าง ๐-๑๔ ปี เสียชีวิตน้อยลง แต่สิ่งที่ยังน่ากังวลคือการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นนับตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ เป็นต้นมา

            ข้อมูลจาก คณะกรรมการป้องกันอุบัติเหตุแห่งชาติ ระบุว่า ร้อยละ ๕๓ ของอุบัติเหตุ และ ร้อยละ ๒๕ ของอุบัติเหตุจากยานยนต์เกิดในเด็กและเยาวชนอายุน้อยกว่า ๒๕ ปี

            การสำรวจและศึกษาโดยใช้ฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ในปี ๒๕๓๕ และการศึกษาจากมรณะบัตรทั่วประเทศในปี ๒๕๔๒ พบว่า เด็กไทยตายจากอุบัติเหตุถึงปีละ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน สาเหตุสำคัญอันดับหนึ่งคือ การจมน้ำ ที่ทำให้เด็กเสียชีวิตประมาณปีละ ๑,๔๐๐ คน อันดับสองคือ อุบัติเหตุจราจร ที่ทำให้เด็กเสียชีวิตปีละ ๙๐๐-๑,๒๐๐ คน  โดยเด็กและเยาวชนช่วงวัยที่มีความเสี่ยงสูงสุด คือ อายุ ๑๕-๑๙ ปี 

            ลักษณะการประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนของเด็กไทยแบ่งได้เป็น ๔ ลักษณะใหญ่ คือ การถูกรถเฉี่ยวชนขณะเดินถนนหรือข้ามถนน, ขณะขี่จักรยาน, ขณะซ้อนจักรยานยนต์ และขณะโดยสารรถยนต์หรือรถโดยสาร ดังข้อมูลที่โรงพยาบาลขอนแก่นเคยรวมรวมเป็นสถิติเอาไว้เมื่อปี ๒๕๔๖ ในภาพต่อไปนี้

            นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์อุบัติเหตุและวิกฤติบำบัด โรงพยาบาลขอนแก่น ขยายความถึงภาพความเสี่ยงที่อยู่เบื้องหลังสถิติดังกล่าวว่า เด็กทุกคนมีความเสี่ยงบาดเจ็บขณะโดยสารรถยนต์ รถโดยสาร ส่วนเด็กเล็กอายุต่ำกว่า ๕ ปี มีความเสี่ยงอย่างสูงจากการบาดเจ็บขณะเดินเล่นหรือข้ามถนน สำหรับเด็กประถม ได้รับบาดเจ็บจากการขี่จักรยาน เมื่อโตขึ้นพาหนะที่เสี่ยงเปลี่ยนไปเป็นจักรยานยนต์ โดย ร้อยละ ๖๕ ของเด็กที่ประสบอุบัติเหตุในลักษณะนี้เป็นผู้ขับขี่รถเอง และทุกคนไม่มีใบขับขี่ และ ร้อยละ ๑๐ของเด็กอายุ ๑๑-๑๕ ปี ที่เกิดอุบัติเหตุเป็นผู้ขับขี่รถเองและดื่มสุราด้วย

             ประเด็นสำคัญคือ ข้อมูลจากทะเบียนผู้ป่วยอุบัติเหตุของโรงพยาบาลขอนแก่น ชี้ให้เห็นภาพรวมว่า ยิ่งเด็กที่ประสบอุบัติเหตุอายุน้อย โอกาสในการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะยิ่งสูง  

            เมื่อดูนโยบายของภาครัฐและกระทรวงสาธารณสุขแล้ว อุบัติเหตุในเด็กเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและกล่าวถึงน้อยมาก

           

ที่มา: 
แผนงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ
AttachmentSize
edkaithyesiiyngphayubatiehtuthaangthnn.doc3.84 MB

สื่อที่เกี่ยวข้อง

article
article
document